
หลายๆคนคงจะคุ้นเคยกับการกินผลไม้ปิดท้ายมื้อหลังจากที่อิ่มหนำกับอาหารคาวมาได้พักใหญ่ๆ ซึ่งจะว่าไปแล้วนั่นก็คือประเพณีปฏิบัติในการกินอาหารแบบครบถ้วนสมบูรณ์มื้อสำหรับเมืองไทย แต่ถ้าจะกินผลไม้ให้ได้ประโยชน์สูงสุดแล้วละก้อ การกินผลไม้ต้องกินตอนท้องว่าง โดยเฉพาะตอนเช้าๆ หรือกินแทนมื้อเช้าเลยยิ่งดี เพราะการกินผลไม้ในขณะท้องว่าง มีข้อดี คือ ประการแรก ร่างกายจะดูดซึมวิตามินและแร่ธาตุต่างๆจากผลไม้ไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ประการที่ 2 ผลไม้จะช่วยให้ร่างกายกวาดล้างสารพิษที่ตกค้างอยู่ภายในระบบทางเดินอาหารได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญก็คือ กระเพาะอาหารและลำไส้ไม่ต้องเหนื่อยแรงย่อยผลไม้เพราะในตัวผลไม้มีเอ็นไซน์ที่เป็นประโยชน์และย่อยตัวเองได้อยู่แล้วส่วนกากผลไม้ที่หลงเหลือก็เป็นกากที่ขับถ่ายง่าย แต่ถ้าเรากินผลไม้พร้อมๆอาหาร หรือกินตบท้ายหลังอาหารผลไม้จะถูกกักรวมอยู่กับอาหารอื่น ๆพร้อมทั้งโดนน้ำย่อยของกระเพาะกับลำไส้นานเกินไป อาจทำให้เอ็นไซม์ที่มีประโยชน์สูญเสียได้ เพราะฉะนั้นการกินผลไม้ให้ได้ประโยชน์สูงสุดก็ควรจะกินตอนท้องว่าง แต่ที่สำคัญก็คือต้องเลือกกินแต่ผลไม้สดเท่านั้น พวกผลไม้เชื่อมหรือผลไม้หมักดอง จะมีคุณค่าน้อยกว่า แถมยังมีสารเคมีซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกด้วย

ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบการดื่มนมร้อนๆ แล้วมักจะเอาภาชนะ ใส่นมพร้อมอุ่น ปัญหาที่ตามมาก็คือ นมจะติดก้นภาชนะ ลองคิดดูสิว่านมที่ติดก้นภาชนะทุกวัน นอกจากจะล้างยากแล้วยังมีกลิ่นติดอยู่ที่ภาชนะอีกต่างหาก นอกจากนี้ยังเป็นการสูญเสียปริมาณนมไปทุกๆวันโดยใช่เหตุอีกด้วย อย่างว่าแหละ ยุคนี้ทำอะไรๆก็ต้องประหยัดเข้าไว้ "108 เคล็ดกิน" จึงมีเคล็ด (ไม่) ลับเกี่ยวกับการอุ่นนมมาฝากกันวิธีง่ายๆที่จะหลีกหนีชะตากรรมอันโหดร้าย เพียงแค่เทนมใส่ในแก้วที่เราจะดื่ม แล้วนำแก้วนมไปตั้งไว้ในภาชนะต้มน้ำที่ใส่น้ำเปล่าเอาไว้ เปิดแก๊สต้มภาชนะที่เราวางแก้วนมนั้นไว้ให้เดือด เท่านี้คุณก็จะได้นมที่ร้อน แล้วก็สะดวกในการทำความสะอาดอีกด้วยแถมพอดื่มนมเสร็จแล้ว ก็นำน้ำร้อนที่อุ่นนมนั้นมาล้างแก้วที่เราใส่นมดื่มซะก่อน 1 น้ำก่อนที่จะนำไปล้างด้วยน้ำยาล้างจาน เพียงเท่านี้ภาชนะที่เราเอาไว้ทำกับข้าว รวมทั้งแก้วที่เราใช้ใส่นมดื่ม ก็จะไม่เหม็นบูดอีกต่อไป รู้เคล็ด (ไม่) ลับดีๆ อย่างนี้แล้ว ต้องเอาไปใช้อุ่นนมกินให้สบาย พร้อมๆกับสุขภาพร่างกายแข็งแรง

คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่ชอบกินหวาน ถ้าใช่ เคยลองสำรวจอารมณ์ของตนเองบ้างไหม ว่ามีภาวะอารมณ์ก้าวร้าวบ้างหรือเปล่า เพราะแทบไม่น่าเชื่อเลยว่า “น้ำตาล” ที่มีรสหวานอร่อยลิ้นนั้น จะมีผลร้ายต่อระบบประสาทและภาวะอารมณ์ของคนเรา ก่อให้เกิดพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น ซึมเศร้า ก้าวร้าว ต่อต้านสังคม หรือ อาจจะรุนแรงถึงขั้นก่ออาชญากรรมไปเลยก็ได้ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ได้อธิบายถึงการทำงานของน้ำตาลที่ไปมีผลต่ออารมณ์เอาไว้ว่า เมื่อน้ำตาลจำนวนมากเข้าไปในร่างกาย มันจะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดภายในเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น แล้วตับอ่อนก็จะหลั่งอินซูลินออกมา เพื่อขับน้ำตาลในเลือดส่วนเกินออกไป จนกระทั่งระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง ก่อให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Hypoglycemiaในภาวะดังกล่าว Cerebrum ซึ่งเป็นสมองส่วนที่สัมพันธ์กับการเรียนรู้ การคิดค้น พฤติกรรม จิตสำนึก และสติสัมปชัญญะ ก็จะปิดตัวลง พลังงานของสมองก็จะส่งผ่านไปยังก้านสมองซึ่งควบคุมสัญชาติญาณและกิริยาอาการดั้งเดิมของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความก้าวร้าว รุนแรง ไร้เหตุผล ทำให้คนที่เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำสามารถทำอะไรโดยไม่ทันยั้งคิดได้ง่ายขึ้นรู้อย่างนี้ไม่ใช่ตกใจกลัวจนต้องเลิกกินน้ำตาลเลยเสียทีเดียว แต่เอาเป็นว่ากินน้อยๆ หน่อยก็แล้วกัน ของแบบนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

อาหารมื้อกลางวันอร่อยมากเลยค่ะ มีทั้งส้มตำ และยำต่างๆ แต่ทีนี้พออิ่มแล้วก็ชักกังวลใจ กับกลิ่นกระเทียม ที่เป็นตัวชูรสในอาหารจานโปรด เพราะกลิ่นของมันยังอ้อยอิ่ง อยู่ที่ริมฝีปากนี่เลย จะทำยังไงดี บ่ายนี้มีประชุมเสียด้วยหลายคนคงอาจเคยเจอสถานการณ์ อย่างนี้กันมาบ้างแล้ว บ้างก็งัดวิธีแก้ไขปัญหาต่างๆกันไป แปรงฟัน บ้วนปาก กลั้วคอ ตามแต่จะนึกออกยังมีอีกวิธีหนึ่งค่ะ เพิ่งรู้มาจากเชฟอาหารฝรั่งเขาบอกว่า ก่อนออกจากร้านอาหารหรือภัตตาคาร ให้ตรงไปที่บาร์น้ำ หรือกระซิบบอกน้องที่เดินโต๊ะ ให้ช่วยหามะนาวฝานชิ้นเล็กๆ จิ้มเกลือเอามาเคี้ยวก่อนกลับไปทำงาน น้ำมันจากเปลือกมะนาวกับเกลือ จะช่วยขจัดกลิ่นกระเทียม ได้ชะงัดนัก หรืออีกทางเลือกหนึ่งก็คือ ลองสั่ง "เทอกีล่า" มาจิบ เพราะมะนาวกับเกลือที่ขอบแก้วก็ช่วยได้เหมือนกัน.
“ส้มโอ” ลูกเล็ก ลูกโตมีประโยชน์ทั้งนั้น

ที่มา : http://www.kapook.com/content/publish/lifestyle2.shtml
No comments:
Post a Comment